วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

BUS 6015 บทที่ 1 Introduction to the Field of Operations management

BUS 6015 การจัดการการดำเนินงาน 
Management and Organizational Behavior

บทที่ 1  Introduction to the Field of Operations management
บรรยายโดย .วลิต ทวีสิทธิ์


การเปลี่ยน Input ให้เป็น OutputInput = ปัจจัยการผลิต, ปัจจัยการบริการ (คน, ความเชี่ยวชาญของคนงานในด้านต่าง ๆ ,  วัตถุดิบ ต้นทุน แรงงาน ที่ดิน ฯลฯ )
Transformation/ Conversion Process :  
Process : กระบวนการในการทำรถยนต์
Output = Tangible Product / Intangible Product
อะไรบ้างที่น่าจะส่งผลกับความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ( Q, C, D)
Goods หรือ Service จะส่งถึงลูกค้าได้ตรงเวลาได้อย่างไร

  • มี Quality ได้ตามมาตราฐานหรือไม่ ถ้าเป็นรถยนต์ ส่งออก ต้องมีมาตราฐานการยอมรับอย่างไรบ้าง ในยุโรป ห้ามมีสารเคมี 4 ตัวเจือปน คือ ตะกั่ว, แคดเมี่ยม, ปรอท ,xx ในแง่การจัดการองค์กร เราจะรับมือและจัดการกฏหมายของต่างประเทศอย่างไร
    • ต้องพิจารณาตั้งแต่วัตถุดิบ : มีอะไรบ้างที่เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะไม่ใช้ตะกั่ว โครเมี่ยม ปรอท และหากเลี่ยงไม่ได้ เราจะทำอย่างไร => ยอม Declare , ทำการค้นคว้าและวิจัย = > ส่งผลกับเรื่อง Cost , ระยะเลาในการวิจัย
    • การ Launch รถยนต์ให้ทันตามกำหนดได้อย่างไร : จะต้องวางแผนอะไรบ้าง, ต้อง Benchmark กับใครบ้าง, วิเคราะห์ความต้องการและพฤติกรรมลูกค้า คนไทย ชอบกว้างๆ ใหญ่ ๆ (ตีโป่ง) ต้องตีโจทย์ก่อน

BUS6015 การจัดการการดำเนินงาน

BUS 6015 การจัดการและพฤติกรรมองค์การ 

Management and Organizational Behavior

Overview : บทที่ 1 - 8
บรรยายโดย อ.วลิต ทวีสิทธิ์

เกี่ยวข้องกับการจัดการ 4M และ 3P
Man
Machine
Method
Material

3 P
Product
Process
Planning

Keyword สำคัญของวิชา OM คือ
Q : Quality
C : Cost
D : Delivery

บทที่ 1 Introduction to the Field of Operations Managements
บทที่ 2 Competitiveness, Strategy, Productivity
บทที่ 3 Forecasting

บทที่ 6 Process แบ่งเป็น 4 แบบ คือ นำเสนอเกี่ยวกับลำดับการส่งต่องาน layout การจัดแผนผังที่เหมาะสมกับองค์กร และการทำ Line Balancing ในสายการผลิต , การคำนวณเวลาให้ผสานการทำงานกัน
บทที่ 7 Design of Work system : นโยบายที่ใช้จัดการคนในองค์กร , Job Rotation, Job Description , Analysis of work , การวิเคราะห์ Body Movement ของพนักงานที่ทำงานด้านบริการ (พนักงานที่นั่ง Counter bank), Motion Study, Ergonomic Design เครื่องมือเครื่องใช้ที่เข้ากับสรีระของมนุษย์ เช่น เก้าอี้ที่ออกแบบมาให้คงประสิทธิ์ภาพการทำงานของมนุษย์ หรือ เม้าส์ ที่ออกแบบให้รับกับอุ้งมือ ไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บ หรือพังผืด , รถยนต์ ความห่างของเบาะที่เหมาะสม ระดับของกระจกรถยนต์

บทที่ 8 location analysis การวิเคร่ะห์เพื่อเลือกทำเลที่ตั้ง 

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

BUS 6012 สรุปเนื้อหาบทที่ 7 หุ้นกู้ (Bond, Depenture)

BUS 6012 การจัดการการเงิน
Financial Management

บทที่ 7  BOND, Depenture

บทที่ 7หุ้นกู้ (Bond, Depenture)  ออกโดยบริษัทมหาชน เพื่อระดมทุนมาขยายกิจการ โดยผลิตใบหุ้นออกขายให้นักลงทุน เพื่อหาผลประโยชน์ ผลตอบแทนในอนาคต ในบหุ้นจะมีรายละเอียดของ มูลค่าหุ้น อัตราดอกเบี้ย วันจ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ย อายุใบหุ้น เช่น 5 ปี
A.)   บริษัท ออกขายหุ้นกู้ 5 แสน อายุ 3 ปี ดอกเบี้ย 5% โดยดอกเบี้ยในท้องตลาด = 5%
เมื่อดอกเบี้ยเท่ากัน ราคาขาย = ราคาตามมูลค่าหุ้นกู้
-             มูลค่าปัจจุบันของเงินต้น  (เปิดตาราง PVIF)
= PV * (PVIFi=5%, n=3)
ราคาตามมูลค่าหุ้นกู้  500,000 * 0.86384   (หรือ ใช้เครื่องคิดเลขธรรมดา โดยกด 1 หาร 1.05 กดเครื่อง = 3 ครั้ง)
               = 431,920
-             มูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ยหุ้นกู้ (เปิดตาราง PVIFA เพราะดอกเบี้ยมันเท่ากันทุกปี)
= 500,000 * 5% = 25,000
= 25,000*(PVIFAi=5%, n=3)
= 25,000*2.72320
= 68,080
(ถ้าจ่ายดอกเบี้ย ปีละ 2 ครั้ง  i=2.5 , n = 6)
มูลค่าปัจจุบัน PV (ราคาขาย) = 431,920 + 68,080 = 500,000 บาท  เท่ากับมูลค่าหุ้นกู้
B.)   Discount Bond : บริษัท ออกขายหุ้นกู้ 5 แสน อายุ 3 ปี ดอกเบี้ย 5% โดยดอกเบี้ยในท้องตลาด = 8%
-             มูลค่าปัจจุบันของเงินต้น  (เปิดตาราง PVIF)
= PV * (PVIFi=8, n=3)
ราคาตามมูลค่าหุ้นกู้  500,000 * 0.7938 (หรือ ใช้เครื่องคิดเลขธรรมดา โดยกด 1 หาร 1.08 กดเครื่อง = 3 ครั้ง)
               = 396,900
-             มูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ยหุ้นกู้ (เปิดตาราง PVIFA เพราะดอกเบี้ยมันเท่ากันทุกปี)
= 500,000 * 5% = 25,000
= 25,000*(PVIFAi=8%, n=3)
= 25,000*2.5771
= 64,427.50

มูลค่าปัจจุบัน PV (ราคาขาย) = 396,900+ 64,427.50= 461,327.50 บาท  ต่างจากมูลค่าหุ้นกู้  38,672.50 บาท  ขายได้น้อยกว่าราคาตามมูลค่าหุ้นกู้ เกิดส่วนลด
C.)   Premium Bond : บริษัท ออกขายหุ้นกู้ 5 แสน อายุ 3 ปี ดอกเบี้ย 5% โดยดอกเบี้ยในท้องตลาด = 2%
-             มูลค่าปัจจุบันของเงินต้น  (เปิดตาราง PVIF)
= PV * (PVIFi=2, n=3)
ราคาตามมูลค่าหุ้นกู้  500,000 * 0.9423 (หรือ ใช้เครื่องคิดเลขธรรมดาโดยกด 1 หาร 1.02 กดเครื่อง = 3 ครั้ง)
               = 471,150

-             มูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ยหุ้นกู้ (เปิดตาราง PVIFA เพราะดอกเบี้ยมันเท่ากันทุกปี)
= 500,000 * 5% = 25,000 (ดอกเบี้ยของพันธบัตรต่องวด)
= 25,000*(PVIFAi=2%, n=3)
= 25,000*2.8839
= 72,097.50
มูลค่าปัจจุบัน PV (ราคาขาย) = 471,150+ 72,097.50= 543,247.50 บาท  ต่างจากมูลค่าหุ้นกู้  43,247.50 บาท  ขายได้มากกว่าราคาตามมูลค่าหุ้นกู้ เกิดส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้
การคำนวณ อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตร Yield to Maturity (YTM)
Yield to Maturity (YTM) คือ อัตราผลตอบแทนที่ได้รับถ้าถือพันธบัตรไว้จนครบกำหนด
ตัวอย่าง : หา YTM ของตราสารหนี้ประเภท 9% ซึ่งมีอายุ 10 ปี มูลค่าหน้าตั๋ว เท่ากับ 1,000 บาท ออกขายที่ราคา 1,134.20 บาท (Premium Bond)
วิธีทำ
สูตร PV
     = INT(PVIFAi%,n) + 1,000(PVIFi%,n)

กำหนดให้ :
PV   = 1,134.20
INT  = 90 (0.09 * 1000)  ดอกเบี้ยของพันธบัตรต่องวด
M     = 1000
N      = 10
ที่ k = 7%; VB = $1,140.42
1,134.20 = 90(PVIFA7%,10) + 1,000(PVIF7%,10)
= 90(7.0236) + 1,000(0.5083)
= 632.12 +508.3=1140.42
ที่ k = 8%; VB = $1,067.11
1,134.20 = 90(PVIFA8%,10) + 1,000(PVIF8%,10)
= 90(6.7101) + 1,000(0.4632)
= 603.91+463.2  = =1067.11
เทียบบัญญัติไตรยางค์ :
ที่ k = 7%; VB = 1,140.42
ที่ k = 8%; VB = 1,067.11
          1%      =      73.31

1140.42 – 1134.20 = ( 6.22 * 1 ) / 73.31 = 0.08
เทียบบัญญัติไตรยางค์ (ต่อ)
ตอบ kd     = 7.08% ( 7% + 0.08%)
ตัวอย่างจากหนังสือ (7-29) : พันธบัตรมูลค่าที่ตราไว้ 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 10% อายุ 10 ปี ราคาไถ่ถอน 1,100 บาท เมื่อออกจำหน่ายแล้ว 1 ปี อัตราดอกเบี้ยของตลาดลดลงเหลือ 5% ทำให้ราคาซื้อ/ขายพันธบัตรสูงขึ้นเป็น 1494.93 บาท ผู้ลงทุนที่ซื้อพันธ่บัตรในราคา 1,494.93 บาท ถือไว้ 9 ปี จนกว่าจะถูกไถ่ถอนคืน จะได้รับอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ (หา YTC)    วิธีทำ
1.     เรารู้ว่า YTM < Coupon Rate ( 10% ต่องวด) เนื่องจากเป็น Premium Bond (ขายราคา 1494.93 บาท มูลค่าสูงกว่าราคาหน้าตั๋ว ที่ตราไว้ 1,000 บาท )
2.     เราต้องการ YTM ที่ทำให้ราคามากกว่า 1494.93 และ YTM ที่ทำให้ราคาน้อยกว่า 1494.93 ( คือ หาช่วงของ YTM โดยวิธี Trial and Error
3.     1000 บาท ดอกเบี้ย 10%  ถ้า 1494.93 ส่วนต่าง มัน 494.93 คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของ 10% จะได้ 5% 
4.     จะทดลอง k ที่ 5% และ 4%
สูตร PV = INT(PVIFAi%,n) + 1,000(PVIFi%,n)

กำหนดให้ :
PV   = 1,494.93
INT  = 100 (0.10 * 1000)  ดอกเบี้ยของพันธบัตรต่องวด
M     = 1100
N     = 9
ที่ k = 5 %; VB = 1,419.84
1,494.93 = 90(PVIFA5%,9) + 1,100(PVIF5%,9)
= 100(7.1078) + 1,100(0.6446)
= 710.78 +709.06
=1419.84
ที่ k = 4%; VB = 1,516.39
1,494.93 = 100(PVIFA4%,9) + 1,100(PVIF4%,9)
= 100(7.4353) + 1,100(0.7026)
=  743.53 + 772.86
= 1,516.39
เทียบบัญญัติไตรยางค์ :
ที่ k = 4%; VB = 1,516.39
ที่ k = 5%; VB = 1,419.84
          1%      =      96.55
1516.39 – 1,494.93 = ( 21.46* 1 ) / 96.55 = 0.22
เทียบบัญญัติไตรยางค์ (ต่อ)

ตอบ kd     = 4.22% ( 4% + 0.22%)

หุ้นกู้ราคาฉบับละ 1,000 บาท (Par Value) อัตราดอกเบี้ย 8% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง หุ้นกู้นี้อายุ 20 ปี จึงครบกำหนดไถ่ถอน ราคาตลาดปัจจุบันของหุ้นกู้เท่ากับ 900บาท (PV) ถ้าผู้ลงทุนถือหุ้นกู้ไปจนครบกำหนดไถ่ถอนจะได้รับอัตราผลตอบแทนเท่าใด
PV = 900
INT   = 40 (0.08 * 1000)/2  ดอกเบี้ยของพันธบัตรต่องวด
M    = 1000
N   = 40 (2 * 20)
จะทดลอง k ที่ 5% และ 4%
a.     ลองใส่ 4% ในสมการ PV = 1000
b.     ลองใส่ 5% ในสมการ PV = 828.364
เทียบบัญญัติไตรยางค์ :
ที่ k = 4%; VB = 1,000
ที่ k = 5%; VB = 828.364
          1%      =      171.64
1000 – 900 = ( 100 * 1 ) / 73.31 = 0.5826
เทียบบัญญัติไตรยางค์ (ต่อ)

ตอบ kd     = 4.5826% ( 7% + 0.08%)

ถ้าโจทย์ต้องการคำตอบเป็นอัตราแบบต่อปีคิด ดอกเบี้ยทุกครึ่งปี (nominal rate or quoted rate) เราต้องน า YTM ที่หาได้ไปคูณด้วยสอง q .045826 x 2 = .09167 ต่อปี

ถ้าโจทย์ต้องการคำตอบเป็นอัตราผลตอบแทนที่ แท้จริงต่อปี (effective annual rate) q (1+ 0.045826) 2 – 1 = .0927 ต่อปี

Download : เอกสารสรุปบทที่7
Download เอกสาร เวอร์ชั่น Word Document ติดต่อที่ Line นะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

BUS 6011 - บทที่ 16 การบริหารการควบคุม (Managerial Control)

BUS 6011 การจัดการและพฤติกรรมองค์การ 

Management and Organizational Behavior

บทที่ 16 การบริหารการควบคุม (Managerial Control)  
บรรยายโดย อ.เสมอคิด สารธิมา

การควบคุม ประกอบด้วยกิจกรรมในการกำหนดมาตราฐานการปฏิบัติงาน การวัดผลการปฏิบัติงาน การประเมินผล และการแก้ไขปรับปรุงการปฏิบัติงาน  ทั้งนี้ การควบคุมหลัก ๆ ประกอบด้วย

1. การควบคุมแบบทางการ (Bureaucratic Control)  - ใช้กฏระเบียบ ข้อบังคับ วิธีการปฏิบัติและอำนาจหน้าที่

    อย่างเป็นทางการเพื่อให้เป็นไปตามแผนงานหรือมาตราฐานที่กำหนดไว้ เช่น มาตราฐาน ISO 9001, ISO14001, HACCP, JCI เป็นต้น หรือนำมาใช้ในการควบคุมการปฏิบัติงาน เช่น การลงเวลาในการเข้า ออก เป็นต้น 
     1.1 การควบคุมล่วงหน้า (Feedforeward Control) - ใช้ก่อนเริ่มทำงาน
           เช่น การฝึกอบรม การให้คำแนะนำ นโยบาย กฏระเบียบต่าง ๆ  การวางแผนการสอน อ.ต้องควบคุมมาตราฐานการเรียนการสอน, 
     1.2 การควบคุมขณะดำเนินงาน (Concurrent Control)  - ใช้ขณะดำเนินการมีระบบ
           ศูนย์กลางในการควบคุมทั้งระบบ
           เช่น กาารประเมินผลการทำงาน,การควบคุมอุหภูมิในห้องปลอดเชื้อของโรงพยาบาล ห้อง ICU , การควบคุมอุณหภูมิของเครื่องจักรในโรงงาน ฯลฯ
     1.3 การให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback Control) - การให้ข้อมูลที่ได้รับจากการติดตาม
           ประเมินผลกับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับมาตราฐาานที่กำหนดไว้

2. การควบคุมตลาด (Marketing Control) 
    - เกี่ยวข้องกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและบริษัทใช้ราคาเป็นกลไกในการควบคุม
    - ราคา เป็นตัวชี้วัดมูลค่่าของสินค้าและบริการ
     2.1 การควบคุมทางการตลาด - ระดับองค์กร
           - ใช้ควบคุมหน่วยธุรกิจที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กำไรที่เกิดจาการแข่งขัน
           - ใช้กำไร - ขาดทุน ในการประเมินผลการดำเนินงาน
     2.2 การควบคุมทางการตลาด - ระดับหน่วยธุรกิจ
           - ควบคุมโดยการแลกเปลี่ยนระหว่างแผนกและหน้าที่ในการปฏิบัติงาน
           - ต้นทุนขายส่ง (Transfer Price) - เป็นต้นทุนขายส่งสินค้าและบริการที่หน่วยธุรกิจขายให้กับหน่วยธุรกิจอื่นในบริษัทเดียวกัน 
           - ต้นทุนขายส่งจะส่งผลทางด้านราคาต่ออีกหน่วยธุรกิจหนึ่งในการชำระเงินค่าสินค้าและบริการในราคาตลาด 
           - การจัดหาทรัพยากรจากหุ้นส่วนหรือพันธมิตรทางธุรกิจจะทำให้ต้นทุนของสินค้าและบริการลดลง
     2.3 การควบคุมทางการตลาด - ระดับบุคคล
           - ตัวชี้วัดที่ดีทีสุดในการกำหนดศักยภาพของบุคคลในกาทำงานจะใช้อัตราของราคาตลาดเป็นตัวกำหนด
           - สร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานในการเพิ่มทักษะและโอกาสทางธุรกิจให้กับตัวเอง
           - สร้างแผนระยะสั้นในเรื่องของเงินเดือนรวมถึงโบนัส ในกรณีที่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมาย
           - สร้างแรงจูงใจระยะยาวโดยให้หุ้ยเพื่อเพิ่มความเป็นเจ้าของในธุรกิจ
3. การควบคุมแบบกลุ่ม (Clan Control)
    3.1 การมอบอำนาจในการตัดสินใจ
    3.2 ใช้วัฒนธรรมองค์กร ในการสร้างกรอบพฤติกรรมของพนักงาน เช่น การแต่ง Uniform, การทำงานเป็นทีมเวิร์ค, การมีหัวใจบริการ ฯลฯ


BUS 6011 - บทที่ 12 ภาวะผู้นำ (Leadership)

BUS 6011 การจัดการและพฤติกรรมองค์การ 

Management and Organizational Behavior

บทที่ 12 ภาวะผู้นำ (Leadership)   
บรรยาย โดย อ.ผุดผ่อง

ภาวะผู้นำ (Leadership)  หมายถึง  ความสามารถที่ในการอิทธิพลเหนือผู้อื่นและจูงใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตามและทำงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ  ภาวะผู้นำเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่ที่จะกำหนดหรือชักจูงให้กลุ่มสมาชิกในองค์การทำงานตามเป้าหมายที่กำหนดไว้  และการมีอิทธิพลต่อกลุ่มต่างๆในองค์การ

               
ผู้นำ(Leader) หมายถึง  บุคคลที่มีอำนาจ หรือ ความสามารถในการจูงใจคนให้ปฏิิบัติงานที่จะทำให้องค์การดำเนินไปอย่างก้าวหน้าและบรรลุเป้าหมาย 

ทฤษฎีเกี่ยวกับผู้นำ
1).) ทฤษฎีบุคลิกภาพ มีหลักการดังนี้
    1.1 ผู้นำที่ประสบความสำเร็จ : มีความซื้อสัตย์ กล้าหาญ ยุติธรรม มีความรอบรู้ มีความสามารถในการรับรู้และสามารถมอบหมายงานให้ผู้อื่นทำ  มอบหมายงานเป็น
    1.2 ผู้นำที่ไม่ประสบผลสำเร็จ : มีลักษณะตรงข้ามกับผู้นำที่ประสบความสำเร็จ ไม่มีหลักที่จะแยกลักษณะได้อย่างแท้จริง
                                       
2.) ทฤษฎีแบบฉบับ  นำมาใช้แทน ทฤษฎีบุคลิกภาพ  จะพิจาณาจากการกระทำ หรือ พฤติกรรมของผู้นำในการตอบสนองต่อความต้องการของสถานการณ์ แบ่งเป็น 5 ลักษณะ
    2.1 ผู้นำแบบเผด็จการทรราชย์ : มีลักษณะ เคร่งครัด ถือยศ เห็นแก่ตัว ยึดข้อสมมุติฐานเกี่ยวกับคนตามทฤษฎี X คือ มีการลงโทษ ชอบการบังคับ ข่มขู่ และการควบคุมการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด  ผู้นำจะตัดสินใจเอง การติดต่อสื่อสารจะเป็นแบบแนวดิ่ง จากบนลงล่าง
          - ทำให้สมาชิกในกลุ่มขาดความสามัคคี เอาตัวรอด เห็นแก่ตัวและก้าวร้าว 
    2.2 ผู้นำแบบเผด็จการอย่างมีศิลป์ ผู้นำเป็นผู้ตัดสินใจ แต่ยังเห็นความสำคัญของผู้ตาม โดยให้แสดงความคิดเห็นและร้องเรียนได้ 
          - ความสัมพันธ์ระหว่างระดับในองค์กรเป็นไปอย่างเป็นทางการ และสนับสนุนให้มีการสื่อสารในแนวตั้ง (จากล่างขึ้นบน) แต่การที่ผู้นำตัดสินปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ทำให้ผู้ตามขาดความคิดริเริ่ม และขาดความรับผิดชอบใงานที่ได้รับมอบหมาย
    2.3 ผู้นำแบบปรึกษาหารือ เป็นผู้นำที่มีเหตุผล รับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้ลูกน้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่ให้ความสำคัญกับผู้ที่อยู่ในระดับสูงมากกว่า การติดต่อสื่อสารเป็นแบบ 2 ทาง คือ จากบนลงล่าง และ จากล่างขึ้นบน 
    2.4 ผู้นำแบบมี่ส่วนร่วม มีเหตุล ยึดข้อสมมติฐานเกี่ยวกับคนตามทฤษฎี Y เปิดโอกาสให้ลูกน้องมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่า ๆ ในการแก้ไขปัญหาและร่วมกำหนดเป้าหมาย 
          - ทำให้ลูกน้องกระตือรือร้น อิสระ มีความมั่นคง และรับผิดชอบงานดี  
          - การติดต่อสื่อสาร เป็นแบบทุกทิศทุกทาง พนักงานติดต่อสื่อสารกันได้อย่างเสรี 
    2.5 ผู้นำแบบเสรีนิยม ให้อิสระและไม่สนใจลูกน้อง พูดคุยและร่วมงานกับลูกน้องน้อย จะแสดงตนเมื่องานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จ แต่ถ้ามีปัญหาจะโทษว่าเป็นความผิดของลูกน้อง


ตารางสรุป ทฤษฎีแบบฉบับ ; 


ทฤษฎีแบบฉบับ
2.1 ผู้นำแบบเผด็จการทรราชย์
2.2 ผู้นำแบบเผด็จการอย่างมีศิลป์
2.3 ผู้นำแบบปรึกษาหารือ
2.4 ผู้นำแบบมี่ส่วนร่วม
2.5 ผู้นำแบบเสรีนิยม
ลักษณะ
เคร่งครัด ถือยศ เห็นแก่ตัว ยึดข้อสมมุติฐานเกี่ยวกับคนตามทฤษฎี X คือ มีการลงโทษ ชอบการบังคับ ข่มขู่ และการควบคุมการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด 

เป็นผู้นำที่มีเหตุผล รับฟังความคิดเห็น
มีเหตุผล ยึดข้อสมมติฐานเกี่ยวกับคนตามทฤษฎี Y
ให้อิสระและไม่สนใจลูกน้อง พูดคุยและร่วมงานกับลูกน้องน้อย จะแสดงตนเมื่องานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จ แต่ถ้ามีปัญหาจะโทษว่าเป็นความผิดของลูกน้อง
การตัดสินใจ
ผู้นำตัดสินใจเอง
ผู้นำตัดสินใจเอง แต่ลูกน้องออกความเห็นได้
เปิดโอกาสให้ลูกน้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ  แต่ให้ความสำคัญกับผู้ที่อยู่ในระดับสูงมากกว่า
ให้ลูกน้องมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่า ๆ ในการแก้ไขปัญหาและร่วมกำหนดเป้าหมาย 
ให้อิสระแก่ลูกน้องในการตัดสินใจ
การติดต่อสื่อสาร
แนวดิ่ง (จากบนลงล่าง)
แนวตั้ง (จากล่างขึ้นบน)
เป็นแบบ 2 ทาง คือ จากบนลงล่าง และ จากล่างขึ้นบน 
เป็นแบบทุกทิศทุกทาง พนักงานติดต่อสื่อสารกันได้อย่างเสรี 

ผล
ทำให้สมาชิกในกลุ่มขาดความสามัคคี เอาตัวรอด เห็นแก่ตัวและก้าวร้าว 
ความสัมพันธ์ระหว่างระดับในองค์กรเป็นไปอย่างเป็นทางการ
ลูกน้อง ขาดความคิดริเริ่ม และขาดความรับผิดชอบใงานที่ได้รับมอบหมาย

ทำให้ลูกน้องกระตือรือร้น อิสระ มีความมั่นคง และรับผิดชอบงานดี  
- ลูกน้องมีความกังวลใจสูง
- ขาดความมั่นคง
- ผลงานมีคุณภาพต่ำ


พฤติกรรมของผู้นำตามแบบฉบับมี 2 ลักษณะ
1. ผู้นำที่มุ่งงาน : 
    - ระเบียบวิธีการปฏิบัติ และวิธีการสื่อสาร มุ่งความสำเร็จตามเป้าหมาย
    - เน้นทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย โดยเน้นความสัมพันธ์ของหัวหน้าและลูกน้อง
    - เหมาะกับงานที่ต้องอาศัยการตัดสินใจ งานที่วัดผลผลิตได้แน่นอน
    - ผู้นำจะขาดมนุษย์สัมพันธ์ ทำให้มีปัญหาการปกครองคนและเกิดความขัดแย้งได้
2. ผู้นำที่มุ่่งความสัมพันธ์ :
    - เน้นความต้องการของคน
    - เคารพความคิดเห็นและความรู้สึกของลูกน้อง
    - หัวหน้ากับลูกน้องมีความเข้าใจกัน และมีความอบอุ่น
    - ทำให้เกิดความจงรักภักดี
    - สามารถนำกลุ่มให้ไปถึงเป้าหมายได้
    - เหมาะกับงานที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์

3.) ทฤษฎีแนวทางและเป้าหมาย คล้ายทฤษฎีตามแบบฉบับแต่ปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น คือ
    แนวทาง เปรียบเสมือนกลไกหรือสิ่งชักจูงที่ผู้นำใช้กับลูกน้อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย(มุ่งงาน)
    รางวัลหรือผลตอบแทนของการจูงใจ เป็นส่วนที่สร้างความพึงพอใจให้กับสมาชิก (มุ่งความสัมพันธ์)

4.) ทฤษฎีตามสถานการณ์  
          ทฤษฎีนี้แบบของการบริหารที่เหมาะสมจะขึ้นกับลูกน้อง เพราะว่า หัวหน้าเป็นผู้สั่งการ ประสานงานและติดตามดูแลลูกน้องให้ดำเนินการ
          ในการทำงานจะเจอปัญหาความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ เช่น โครงสร้างงานเทคโนโลยี สภาพแวดล้อม ที่สำคัญคือบุคลิกภาพของลูกน้อง ทำให้ไม่สามารถเอาทฤษฎีแบบฉบับมาใช้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทุกสถานการณ์ไป